ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย มุ่งหน้าสู่อิสรภาพ

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นได้ชัดว่ามุมมองที่มีต่อตลาดเกิดใหม่ (EMs) ดูไม่ค่อยดีนัก แต่ภาพที่ชัดเจนว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ก็คือ การที่ผู้ลงทุนเทเงินเข้าไปยังตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา และเมื่อตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย ตลาดเกิดใหม่มักจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

หากมองอย่างผิวเผิน ผลการดำเนินงานดูสวนทางไปจากสิ่งที่น่าจะเป็น นั่นเพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่อยู่ในระดับที่สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว โดยตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดคือวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงปี 2551 และ 2552 ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังมีการขยายตัว แม้ว่าจะชะลอตัวลง แต่ก็ถือว่าดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจมีการหดตัว

สถานการณ์ในช่วงนี้อาจทำให้นักวิเคราะห์คิดว่าตลาดเกิดใหม่นั้นได้พัฒนาพลวัตการขยายตัวด้วยตนเอง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นอย่างนั้น การวิเคราะห์ว่าตลาดเกิดใหม่จะเป็นอิสระจากเศรษฐกิจโลกนั้นดูจะเป็นความคิดที่ดูง่ายเกินไป หุ้นในตลาดเกิดใหม่กลับมาได้รับความสนใจมากขึ้นในปี 2560 (เพียงช่วงสั้น ๆ ) ก่อน ผลการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนถัดมาจะหดหายลงไปครึ่งหนึ่งจากที่เคยทำได้ (รูปที่ 1)

fig.1

อะไรคือเหตุผล และสมเหตุสมผลกับผลการดำเนินงานที่ทำได้หรือไม่?

เมื่อภาวะการเติบโตที่สอดคล้องกันทั่วโลก (Global synchronized growth) ในปี 2561 ค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่ความกลัวที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 ทำให้เกิดภาวะชะลอตัวลงทั่วทั้งโลก นำมาสู่คำถามว่า แล้ว ตลาดหุ้นเกิดใหม่กำลังจะมีผลการดำเนินงานย่ำแย่อีกครั้งหรือไม่? และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

ตลาดเกิดใหม่ได้หักลบองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลังผลการดำเนินงานที่ผ่านมาหรือไม่? หากคำตอบคือ "ใช่" ผู้ลงทุนควรมุ่งเน้นไปที่วิธีการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ให้ดีที่สุด โดยพิจารณาจากความผันผวนที่เพิ่มขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตที่ช้าลง

ความท้าทายคือการคัดกรองสิ่งดีๆออกมา

  • ความกลัวอะไรที่ยื้อตลาดเกิดใหม่?
  • ความกลัวเหล่านี้เป็นเรื่องเกินจริงไหม?
  • ปัจจัยแท้จริงที่ผลักดันตลาด คืออะไร?

สิ่งสำคัญในการมองตลาดเกิดใหม่ที่ดูเหมือนจะคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าหากมองทุกตลาดเหมือนๆ กันแล้ว นั่นจะเป็นความผิดพลาด เพราะแต่ละภูมิภาคต่างมีพลวัตการเติบโตของตนเอง แม้ในหลายๆ ครั้ง ผู้ลงทุนอาจยังไม่รับรู้ถึงผลกระทบด้านลบที่จะปรากฏขึ้นในไม่ช้า

ความเป็นจริงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบ ผลการดำเนินงานของตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคต่างๆ – เอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา (LATAM) เพราะในขณะที่ทุกตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่คล้ายกัน แต่มีตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป (รูปที่ 2)

fig.2

ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพยายามอย่างชัดเจนที่จะทำลายโซ่ผูกมัดนั้น ซึ่งทำได้สำเร็จบ้าง หลังจากความพยายามที่ผ่านมาสองครั้งล้มเหลว แต่จะล้มเหลวเป็นครั้งที่สามหรือไม่? หรือจะประสบความสำเร็จ?

มีหลายเหตุผลที่ถูกนำมาอ้างอิงถึงสาเหตุของการกลับมาให้ความสนใจในตลาดเกิดใหม่ อย่างกระแสที่ถูกพูดถึงมากในปี 2561 คือ ผลกระทบโดยรวมจากเรื่องหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศจีน และประเด็นอื่น ๆ

ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ แสดงผ่านเส้นอัตราผลตอบแทนของสหรัฐฯ ที่เป็นแบบ “inverted yield curve” (เห็นชัดเจนในพันธบัตรระยะสั้น) สะท้อนความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย นั่นเหมือนเป็นการย้ำว่า ผู้ลงทุนกลับลืมบทเรียนเรื่องการเติบโตที่เคยแฝงอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน และรู้สึกกังวลอีกครั้งว่าการเติบโตที่ชะลอตัวลงทั่วโลกอาจฉุดตลาดเกิดใหม่แบบไม่สมเหตุสมผล

ความกลัวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีต่อประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจเลือนหายไปเร็ว แต่ในขณะที่ EMs บางประเทศ (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) ยังมีข้อจำกัดเพราะการเป็นหนี้สกุลดอลลาร์และการจ่ายคืนหนี้ แต่กรณีนี้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ (รูปที่ 3)

fig.3

จากทั้งสองแผนภาพในรูปที่ 3 แสดงให้เห็นถึงระดับความมีอิทธิพลของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคงเป็นเรื่องที่ไกลเกินไปหากจะเปรียบเทียบจีนและเอเชีย ว่ามีสถานการณ์เหมือนกับตุรกี อาร์เจนตินา หรือบราซิล อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่เปิดรับผลกระทบจากเงินดอลลาร์มากที่สุด เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในเอเชียด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มลาตินอเมริกา เป็นต้น

ดังนั้น หากตลาดเกิดใหม่เอเชียได้รับการประเมินบนพื้นฐานเดียวกันกับประเทศอย่างตุรกีแล้ว นั่นจะเป็นการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดอย่างยิ่งในการมองตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชีย นี่เป็นเรื่องจริง!!

แต่ในขณะที่ความกังวลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ายังดำเนินต่อไป (ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่) ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ก็อาจไม่สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นอิสระจากตลาดกลุ่มอื่น อาจมองได้ว่า Performance ที่ย่ำแย่ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นเพียงแค่เรื่องของความกลัว แต่ยังมีเรื่องของปัจจัยพื้นฐานที่กำลังค่อยๆ เปิดเผยออกมา – นั่นคือตัวเลขผลประกอบการ เพื่อให้เปรียบเทียบกับตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้

แนวทางตามตำรา “ การลงทุน 101” ไม่เพียงแต่ชูเรื่องผลการดำเนินงานของตลาดเพื่อให้ตรวจสอบ แต่ยังแยกแยะเรื่องผลการดำเนินงานในแต่ละรูปแบบออกมาให้เห็นชัดเจนมากขึ้นด้วย ตัวอย่างความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ดูได้จากสองตัวละครเอกอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่กำลังฉายภาพออกมาให้เห็นชัด

fig.4

หากมีใครถามว่า “ตัวเลขกำไรที่ประกาศออกมาเมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ ดังในรูปที่ 4 ตลาดไหนที่คุณคิดว่าดีกว่า?” การจะหาคำตอบนี้ไม่ต้องการการวิเคราะห์ใดๆ มากเกินไปเพื่อจะตอบว่า ตลาด “A” เพราะตัวเลขคาดการณ์กำไรเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับตัวเลขกำไรที่ออกมาจริง ตลาด “A” คือ สหรัฐ และตลาด “B” คือ จีน

เมื่อมีการเปิดเผยถึงปัจจัยขับเคลื่อนด้านพื้นฐานที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของแต่ละตลาด คำอธิบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการก็จะถูกนำไปใช้กับตลาดเกิดใหม่แห่งอื่นๆ โดยจะสังเกตว่าการวิ่งขึ้นของตลาดหุ้นเกิดใหม่เมื่อปี 2560 เป็นไปอย่างสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของตัวเลขกำไรที่ออกมาจริง

การที่ผลประกอบการไม่แข็งแกร่ง เป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังผลการดำเนินงานของตลาดเกิดใหม่ แต่ความสนใจของผู้ลงทุนได้มุ่งเน้นในสิ่งที่เกินความจริงไปมาก ประกอบกับความกลัวที่ไร้เหตุผล ซึ่งแตกต่างไปจากการมองตลาดเกิดใหม่แบบแยกเป็นรายตลาด และมีปัญหาจากเรื่องค่าเงินดอลลาร์จริงๆ

เงื่อนเวลาเป็นคำอธิบายของเรื่องนี้ จึงต้องรอให้ตัวเลขผลประกอบการของหุ้นในตลาดเกิดใหม่ประกาศออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ที่เข้าสู่ช่วงของการรายงานและการคาดการณ์ผลประกอบการ ก่อนมาถึงคิวของตลาดเกิดใหม่แห่งอื่นๆ

การที่ตลาดเกิดใหม่แต่ละแห่งจะสร้างผลงานได้เท่าไหร่ อาจสะท้อนเรื่องการประเมินมูลค่าหุ้นของตลาดนั้นๆ ซึ่งภาพจะดูแตกต่างกันไป แต่ถ้าดูที่ค่า P/E ที่ปรับผลของการที่ตัวเลขเหวี่ยงขึ้นลงออกไป (รวมทั้งปรับอิทธิพลจากเงินเฟ้อ) ก็จะเห็นมูลค่ามาก แน่นอนว่าเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะพบในตลาดเกิดใหม่ (รูปที่ 5)

fig.5

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ “ใช่” แต่อาจเร็วเกินไปที่จะโต้แย้งว่าการประเมินหุ้นที่มีราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพียงพอแล้วที่จะเลือกตลาดเกิดใหม่บางแห่ง ถึงแม้จะมีตลาดแห่งอื่นที่มีหุ้นมูลค่าถูกอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างเช่น ความกังวลเงินดอลลาร์แข็งค่าอาจดำเนินต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการดูดเงินดอลลาร์เพื่อมาใช้กระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ7 แต่เรื่องสภาพคล่องที่ลดลงนี้และการที่เฟดจะอัดฉีดเงินเข้าระบบ นำมาสู่ภาวะเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดเกิดใหม่จะกลับขึ้นมาผงาดอีกครั้ง

การประสบความสำเร็จและได้ข้อสรุปสำหรับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อาจมีผลต่อตลาดหุ้นจีน ด้วยความที่มีสัญญาณมากขึ้นว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างต้องการให้มีการลงนามในข้อตกลงการค้าและได้ข้อสรุปในการประชุม G20 ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

สรุปโดยย่อแล้ว กระแสการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการกำลังคืบเข้ามา แต่ยังไม่ปรากฏสัญญาณการชะลอตัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จะเห็นการรีบาวด์ของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีมูลค่าหุ้นถูก ซึ่งถูกฉุดลงด้วยความกลัวเกินจริงหรือความกลัวที่เกิดขึ้นผิดที่ และแน่นอนว่าจะเป็นการดีดตัวกลับขึ้นอย่างแข็งแกร่งมาก

กุญแจสำคัญคือ การวางตำแหน่ง (Positioning) ทีมที่รับผิดชอบ Multi Asset Strategy ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เป็น “Overweight” แต่กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง โดยมูลค่าที่ไม่สูงนักของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยทีมกำลังจับตาสัญญาณหลักต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาทิเช่น การแข็งค่าของเงินดอลลาร์

แหล่งข้อมูล:
1 http://www.tokyo-np.co.jp/article/national/list/201705/CK2017051602000241.html
2 https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/Policy-Politics/Japan-dangles-corporate-tax-cuts-to-spur-investment-pay-raises

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.