สรุปสภาวะตลาด ประจำเดือนกันยายน

“เดือนกันยายน” จุดเริ่มต้นของความผันผวนที่ชัดเจนมากขึ้นในการลงทุน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯในวันที่ 3 พฤศจิกายน สินทรัพย์เกือบทุกประเภทมีการปรับตัวลง รวมถึงสินทรัพย์ประเภททองคำด้วย แม้ว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อความผันผวนในตลาด ทำให้ Dollar Index แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ทองคำลดความน่าดึงดูด โดยเดือนกันยายน ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI Index) ปรับตัวลดลง -3.37% ขณะที่ดัชนีความผันผวนของดัชนีหุ้น S&P500 (VIX Index) ในเดือนกันยายนเฉลี่ยอยู่ที่ 27.59% เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมที่ระดับ 22.96% สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้ลงทุน ขณะเดียวกันผลตอบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวลง (ราคาขึ้น) และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำปรับตัวลดลงในเดือนนี้เช่นกัน

ภาพการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงเดือนกันยายน เราเริ่มเห็นการขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นปีอย่างทองคำ เพื่อล็อคกำไรการลงทุน รวมถึงในเดือนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการการเปลี่ยนกลุ่มประเทศที่ลงทุน (Rotation Play) ในกลุ่มที่ยัง laggard เช่น เอเชีย และยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศและมีสัดส่วนอุตสาหกรรมที่เป็น New Economy ในสัดส่วนที่สูง เริ่มได้อานิสงส์จากการที่เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว อย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นต้น

market-condition-summary-september-01_graph

ความผันผวนในการลงทุนได้ส่งสัญญาณต่อเนื่องหลังจากเลือกตั้งสหรัฐฯเสร็จสิ้น ซึ่งสะท้อนในดัชนี VIX Index ซึ่งดัชนีนี้ถือได้ว่าเป็นตัววัดความผันผวนของตลาดหุ้นหรือบางคนรู้จักกันในนาม Fear Index ซึ่งเราได้พบว่า VIX Index ของเดือนพฤศจิกายน ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเดือนตุลาคม ก่อนหน้านี้ตลาดคาดการณ์ว่าความผันผวนจะเริ่มลดลงหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ทำให้ VIX Index จะสูงสุดในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ และค่อยๆลดลงในเดือนถัดมา แต่ในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นสัญญาณความผันผวนจากการลงทุนที่อาจจะขยายออกไป แม้การเลือกตั้งสหรัฐฯได้เสร็จสิ้นแล้วจาก “สัญญาณ VIX ของเดือนพฤศจิกายนที่สูงขึ้นกว่าเดือนตุลาคม” สะท้อนว่าหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้น ตลาดฯยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในการลงทุน

market-condition-summary-september-02_graph

ตราสารทุนสหรัฐอเมริกา

เดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาคองเกรสยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสที่ 4 ของสหรัฐฯได้ ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือคนว่างงานซึ่งหมดอายุลงแล้วตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ ก่อนที่งบประมาณประจำปีจะหมดอายุ ทางสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯมีมติด้วยคะแนนเสียง 359 ต่อ 57 เสียง ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (ชัตดาวน์) ก่อนที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าว จะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐพิจารณาเป็นลำดับต่อไปนั้น จะทำให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐยังคงสามารถเปิดดำเนินการและมีงบประมาณใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคมปีนี้ อีกทั้งยังทำให้สภาคองเกรสมีเวลามากพอที่จะตัดสินใจว่าควรจะผ่านกฎหมายงบประมาณประจำปีก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้หรือไม่

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมที่ประกาศออกมาในเดือนกันยายนยังออกมาผสมผสาน แต่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ยอดค้าปลีกปรับตัวลง 0.6%(MoM) , การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 1.371 ล้านตำแหน่ง (น้อยกว่าที่คาดที่ 1.4ล้านตำแหน่ง) ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 0.4%(น้อยกว่าที่คาดที่ 1.5%) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอยู่ที่ 56 (ดีกว่าคาดที่ 54.5) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการอยู่ที่ 56.9 (น้อยกว่าคาดที่ 57)

การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00 - 0.25% พร้อมคง QE และส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2566 นอกจากนี้ เฟดระบุว่าจะยังคงถือครองพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือนเพื่อรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงินนอกจากนี้ ที่ประชุมเฟดยังได้ระบุถึงการกำหนด “เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ย” ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของเฟดในการทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่น และสามารถดีดตัวขึ้นเหนือ 2% เฟดมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ตัวเลขการว่างงานจะลดต่ำลง ยังแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้ กล่าวถึงสถานการณ์ในตลาดแรงงานสหรัฐว่า “แม้ตัวเลขการจ้างงานเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากประชาชนเริ่มกลับเข้าทำงาน แต่อัตราว่างงานที่ระดับ 8.4% ในเดือนสิงหาคมยังถือว่าสูงมาก และคาดว่าอัตราว่างงานอาจจะสูงกว่าข้อมูลที่เจ้าหน้าที่รายงานอยู่ประมาณ 3% เมื่อพิจารณาจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (labor force participation) ที่ปรับตัวลดลง

จากผลกระทบทั้งด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง ด้านการคลังที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ รวมถึงมุมมองต่อการฟื้นตัวช้าของเฟด ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลง S&P500 -3.92% Dow Jones -2.28% Nasdaq -5.16% ขณะที่การดีเบตในรอบแรกช่วงสิ้นเดือนกันยายนนั้นโพลชี้ว่าไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ในการดีเบตรอบแรก 48% ต่อ 41% ที่เหลือให้เสมอกัน

ยุโรป

ในฝั่งยุโรป ดัชนี Euro Stoxx 600 ปรับตัวลง -1.48% โดยหลักๆนอกจากปัจจัยภายนอกยูโรโซนแล้ว ผู้ลงทุนยังคงมีความกังวลต่อ Brexit No deal ที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงขึ้น รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมเดือนสิงหาคมที่มีการประกาศในเดือนกันยายนออกมาต่ำกว่าที่คาด โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานอยู่ที่ 0.4% (น้อยกว่าที่คาดที่ 0.9%) ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปอยู่ที่ -0.2% (น้อยกว่าที่คาดที่ 0.2%) ยอดค้าปลีกอยู่ที่ 0.4% (น้อยกว่าที่คาดที่ 3.5%)

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ระดับ 1.35 ล้านล้านยูโร จนถึงเดือนมิถุนายน 2564 โดย ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%

ECB ระบุว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน หรือต่ำกว่าระดับดังกล่าว จนกว่าอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมายของ ECB ซึ่งระบุให้ "อยู่ใกล้ แต่ไม่เกิน 2%" ซึ่งโดยภารวมตลาดก็ยังคงผิดหวังที่ทาง ECB ไม่ได้มีมาตรการใหม่เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

จีน

ถึงแม้ภาพรวมตลาดหุ้นอย่างดัชนี CSI300 ปรับตัวลง-4.75%จากบรรยากาศการลงทุนที่ผันผวน แต่ภาคเศรษฐกิจจีนยังคงส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ยอดค้าปลีกอยู่ที่ 0.5%(ดีกว่าที่คาดที่ 0%) ซึ่งปรับตัวเป็นบวกครั้งแรกนับจากเกิดการระบาดของ COVID-19 ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอยู่ที่ 51.5 (ดีกว่าที่คาดที่ 51.2) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการอยู่ที่ 55.9 (ดีกว่าคาดที่ 52.1)

ไทย

SET Index ปรับตัวลดลง -5.62% ในเดือนกันยายน โดยยังถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายในประเทศ ทั้งด้านการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ต่างประเทศยังเจอความไม่แน่นอนทางด้านการค้าและการลงทุนหลังกลุ่มประเทศในยูโรโซนเริ่มกลับมาล็อคดาวน์ในบางกิจกรรมอีกครั้ง

ด้านเศรษฐกิจไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ต่างชาติเข้าท่องเที่ยวในไทยประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa) หรือ STV เป็นแท่องเที่ยวแบบ Long Stay แต่มีข้อแม้ต้องกักตัวก่อน14 วัน โดยเริ่มเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวได้เดือนละ 1,200 คน และคาดว่าการท่องเที่ยวจะสร้างรายได้เดือนละ 1,200 ล้านบาท ขณะที่ศบศ.อนุมัติวงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท ใน 2 โครงการ ให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง โดยศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) อนุมัติวงเงิน 51,000 ล้านบาท ดำเนินสองโครงการ คือ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 500 บาท ระยะเวลา 3 เดือน วงเงินรวม 21,000 ล้านบาท และโครงการคนละครึ่ง เน้นคนฐานราก

แต่เราประเมินว่าเป็นเพียงมาตรการที่ช่วยประคองการใช้จ่ายได้ในระยะสั้น ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวน้อยกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่การฟื้นตัวยังเปราะบาง และทำให้ปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ทั้งนี้ ธปท. ประเมินเศรษฐกิจปีนี้หดตัวที่ 7.8% ถือว่าดีกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย สาเหตุเพราะผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองกระทบน้อยกว่าที่คาด โดยสะท้อนจากข้อมูลในไตรมาส 2/63 ดีกว่าที่คาด (ซึ่งติดลบ 12.2%) ในปี 2564 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 9 ล้านคน และเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวที่ 3.6% ลดลงจากการประเมินครั้งก่อน

market-condition-summary-september-03_graph

ตราสารหนี้

พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ Yield ทรงตัว ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนสหรัฐฯกลุ่มคุณภาพดี (Investment Grade) รวมถึงกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง (High Yield) Yield ได้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย (ราคาลง) สะท้อนความกังวลของนักลงทุน

ในส่วนของตราสารหนี้ไทย ส่วนของพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาว Yield ปรับตัวลงเล็กน้อย (ราคาขึ้น) ขณะที่ ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนกลุ่มคุณภาพดีโดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง เช่น Rating AAA ถึง AA โดยเฉลี่ยแล้วแทบทุกช่วงอายุ Yield ปรับตัวลงเล็กน้อย (ราคาขึ้น) ขณะที่ตราสารหนี้ Rating BBB ที่มีอายุ 1 - 4 ปีโดยเฉลี่ยแล้ว Yield ได้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย (ราคาลง) สะท้อนภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของไทยที่ในช่วงนี้ที่ต้องการเข้าลงทุนในตราสารที่มีความมั่นคงสูง

market-condition-summary-september-04_graph

สินทรัพย์ทางเลือก Property Fund/REITs

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยรวมทั่วโลกปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน Global REIT -3.19% ขณะที่ REITs ไทยปรับตัวลดลง (SETPREIT Index) -3.52% ขณะที่ REITฝั่งสิงคโปร์ทำผลงานได้โดดเด่นสุดโดยติดลบเพียง -0.17% ทั้งนี้ส่วนนึงเป็นผลจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศสิงคโปร์โดยทุ่มงบ 320 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 7,300 ล้านบาท โดยมุ่งสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ

ทองคำ/น้ำมัน

ทองคำ (COMEX) ปรับตัวลดลงรงประมาณ -4.21% ในเดือนกันยายน หลังจากที่ทางเฟดประกาศใช้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยส่งผลให้เงินเฟ้อคาดการณ์ลดลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งสหรัฐฯส่งผลให้ Dollar Index แข็งค่าขึ้นและส่งผลให้ทองคำลดความน่าสนใจลง

น้ำมันปรับตัวลดลง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับลดลง -5.61% ขึ้นมาปิดที่ 40.22 เหรียญ/บาเรลล์ จากการคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันอาจลดลงจากการระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง

market-condition-summary-september-05_graph

มุมมองสำหรับเดือนตุลาคม

เดือนตุลาคมเป็นเดือนที่เราประเมินว่าภาวะการลงทุนอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องของการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ การระบาดของ COVID-19 ในรอบที่ 2 รวมถึงประเด็น Brexit no-Deal อาจสร้างความกดดันให้กับภาวะการลงทุนในช่วงเดือนนี้ อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในเดือนนี้ ได้แก่

  1. การโต้วาที (Presidential Debate) ระหว่างทรัมป์และไบเดนเพื่อเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นอีก 2 ครั้ง ได้แก่ 15 และ 22 ตุลาคม
  2. การประชุมของธนาคารกลางจีน วันที่ 20 ตุลาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่น และ ธนาคารกลางยุโรป ในวันที่ 29 ตุลาคม
  3. ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่น่าจับตาได้แก่ GDP ไตรมาส3 ของจีนที่จะประกาศในวันที่ 19 ตุลาคม รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่าง ๆ ในแต่ละสัปดาห์ เช่น ตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อฝ่ายการผลิตและบริการ (PMI) ดัชนีราคาผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐฯ

คำแนะนำการลงทุน

ในช่วงเดือนนี้เราแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้งเรามองว่าความผันผวนจะเริ่มมากขึ้น ซึ่งล่าสุดคะแนนของไบเดนเป็นฝ่ายนำ และตัวทรัมป์เองก็ประกาศว่าการถ่ายโอนอำนาจอาจไม่ราบรื่น ยิ่งทำให้นักลงทุนอาจอยู่ในโหมด Wait & See เพิ่มขึ้นเพื่อรอความชัดเจน รวมถึงนโยบายของไบเดนเองที่มีความคิดที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ยิ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบเชิงลบในช่วงสั้นต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชียเริ่มดูน่าสนใจมากขึ้นจากเรื่องของระดับมูลค่าที่ยังถูกกว่าประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงนโนยบายของไบเดนที่สนับสนุนเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ หากไบเดนได้เป็นประธานาธิบดี อาจเป็นจังหวะที่เริ่มทยอยสะสมในช่วงที่จังหวะปรับตัวลงมา แต่เพิ่มการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดความผันผวนจากการลงทุน

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.