“กองทุนรวม” คืออะไร?

ผู้ลงทุนหลายคนที่ลงทุนด้วยตัวเองแล้วอาจยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ไม่มีเวลา เงินลงทุน ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ อีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับทุกข้อจำกัดในการลงทุนคือ “การลงทุนผ่านกองทุนรวม”

โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเอาเงินของผู้ลงทุนหลายๆ รายมารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่แล้วนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนรวม จากนั้นก็นำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ หมายความว่า เงินลงทุนของผู้ลงทุนทุกคนจะมีมืออาชีพช่วยบริหาร ดูแลและต่อยอดเงินลงทุนให้มีโอกาสงอกเงยขึ้นมา

“กองทุนรวม” มีกี่ประเภท?

กองทุนรวมแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นไปลงทุน โดยกองทุนรวมที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงจากการลงทุนสูงเป็นเงาตามตัว โดยหลักๆกองทุนรวมจะแบ่งตามนโยบายการลงทุนมีทั้งหมด 7 ประเภทดังนี้

กองทุนรวมตลาดเงิน เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐประเภทที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงในระดับต่ำที่สุด เพราะมีลูกหนี้ คือ รัฐบาล

กองทุนรวมตราสารหนี้ ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝากของธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้เอกชน

กองทุนรวมผสม เป็นกองทุนที่กระจายการลงทุนหลากหลายทั้งในตราสารหนี้ระยะสั้น ระยะยาว ตราสารทุน และสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงของเงินที่ลงทุน

กองทุนรวมตราสารทุน เน้นลงทุนในตราสารทุนหรือที่เรียกสั้นๆว่าหุ้น ทั้งในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ กองทุนประเภทนี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงถึงสูงมาก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากเหมือนกัน ความเสี่ยงจึงอยู่ในระดับสูง

กองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก อาทิ กองทุนที่กระจายการลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็น “กองทรัพย์สิน” ที่มีทรัสตีเป็นผู้กำกับดูแล โดยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ทุกประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบ “ค่าเช่า”

นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมที่ผู้ลงทุนยังได้รับประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดย LTF จะลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับที่จะต้องเสียภาษีในปีนั้น และต้องไม่เกิน 500,000 บาท และต้องถือครองการลงทุนไว้ 7 ปีปฏิทิน ส่วน RMF

จะลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน โดยผู้ลงทุนต้องถือครองหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้และต้องไม่เกิน 500,000 บาท การลงทุนในกองทุนทั้ง 2 ประเภทจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขจะต้องจ่ายคืนภาษีที่ได้รับการยกเว้นโดยมีสัดส่วนตามที่กรมสรรพากรกำหนด

fig-1-know-mutual-funds

สำหรับผู้ที่สนใจให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลเรื่องการลงทุน สามารถโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของ TMBAM Eastspring โทร. 1725

หมายเหตุ: เรียบเรียงข้อมูล ณ พฤษภาคม 2562

ข้อมูลอ้างอิงจาก

  • www.tmbbank.com/tmbadvisory/mutual_fund
  • www.investopedia.com/terms/m/mutualfund.asp
  • www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/AttachFile_1494841412092.pdf

คำเตือน:

  • ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย

แหล่งข้อมูล:
1 http://www.tokyo-np.co.jp/article/national/list/201705/CK2017051602000241.html
2 https://asia.nikkei.com/Politics-Economy/Policy-Politics/Japan-dangles-corporate-tax-cuts-to-spur-investment-pay-raises