สรุปสภาวะตลาด ประจำเดือนมิถุนายน

“มิถุนายน” เป็นอีกหนึ่งเดือนที่ตลาดการเงินโดยรวมมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยบวกและลบ สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงต้นเดือนมิถุนายน ก่อนที่ผู้ลงทุนจะเข้าสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้น ประกอบกับมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มีการเทขายทำกำไรในช่วงกลางถึงปลายเดือน แต่ถ้ามองภาพโดยรวมตลอดช่วงเดือนมิถุนายนแล้ว สินทรัพย์แต่ละประเภทส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.03% ขณะที่ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้น S&P500 (VIX Index) ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นเดือนพฤษภาคมมาอยู่ในช่วงระดับ 30-40% อย่างไรก็ตาม ถือว่าต่ำกว่าจุดสูงกว่า 80% เมื่อเดือนมีนาคม สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลและทองคำก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลโลก (Bloomberg Barclays Global Agg Treasuries Index) +0.5% ส่วนราคาทองคำ +3.66%

ภาพการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์แต่ละประเภทในช่วงเดือนมิถุนายนเกิดจากปัจจัยหลักร่วมกันก็คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมากขึ้นหลังจากที่ทั่วโลกเริ่มเปิดเมือง Re-opening อีกครั้ง และตั้งแต่กลางเดือนผู้ลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับความรุนแรงของการระบาดระลอกที่สองในหลายประเทศมากขึ้น อีกทั้งปัจจัยอื่นๆที่กดดัน Sentiment ของตลาด เช่น การที่ประธาน FED ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ หรือการที่ IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ทั่วโลก

นอกจากนี้แล้ว เดือนมิถุนายนยังเป็นเดือนที่มีการประชุมของหลายธนาคารกลางหลักทั่วโลกรวมทั้งของไทยด้วย ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% และยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับนี้ไปจนถึงปี 2565 พร้อมทั้งเผยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้น 5% ในปี 2564 อีกทั้ง FED ประกาศจำนวนเงินสำหรับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเดือนละ 120,000 ล้านเหรียญ และจะซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนวงเงิน 7.5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ส่วนของยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ECB มีมติเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรอีก 6 แสนล้านยูโรสู่ระดับ 1.35 ล้านล้านยูโร ขณะที่ BOJ ประกาศขยายวงเงินในโครงการเงินกู้สำหรับบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จาก 75 ล้านล้านเยน เป็น 110 ล้านล้านเยน ส่วนของไทย กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี และปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 63 ลงเหลือ -8.1% จากเดิมคาด -5.3% ส่งออกเหลือ -10.3% จากเดิมคาด -8.8% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ -1.7% จากเดิมคาด -1.0%

market-june

ตราสารทุน

ในแง่ของตราสารทุน ปัจจัยหนุนสำคัญในช่วงเดือนมิถุนายนก็คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นทั่วโลก เช่น ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและบริการ (PMI) ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก แม้ส่วนใหญ่จะยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจยังคงอยู่ในภาวะหดตัว แต่ก็สะท้อนสัญญาณบวกที่ดีขึ้นต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ อีกปัจจัยหนุนที่สำคัญคือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงพร้อมใจกันใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีปริมาณเงินในระบบการเงินที่สูงหนุน Sentiment นักลงทุนในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงแรงสนับสนุนจากภาคการคลังด้วย เช่น รัฐบาลสหรัฐฯที่กำลังเตรียมแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนปัจจัยกดดันตราสารทุนโดยรวมเพิ่มความกังวลแก่นักลงทุนก็คือ การระบาดระลอกสองในหลายประเทศ ปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1.5 แสนคนต่อวัน โดยสหรัฐฯพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในหลายรัฐฯ หลังการเปิดเมืองและประท้วงเหยียดสีผิวตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเยอรมันก็เริ่มพบการระบาดรอบที่ 2 เช่นกัน ขณะที่จีนสามารถควบคุมการระบาดรอบที่ 2 ในกรุงปักกิ่งได้แล้ว อีกปัจจัยคือ เรื่องความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศอื่นๆ ล่าสุดสหรัฐกำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้ามูลค่า 3.1 พันล้านดอลลาร์จากสินค้าของประเทศยุโรป ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับคดีการอุดหนุนอุตสาหกรรมผลิตเครื่องบิน อีกทั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯได้ผ่านร่างกฎหมายซึ่งจะบังคับคว่ำบาตรบุคคลหรือบริษัทใดก็ตามที่สนับสนุนความพยายามของจีนในการจำกัดอำนาจปกครองตนเองของฮ่องกง ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏรและลงนามโดยประธานาธิบดีก่อนบังคับใช้ ปัจจัยกดดันต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้ IMF ปรับลดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 4.9% ในปีนี้ ซึ่งย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ในเดือนเม.ย.ว่าจะหดตัวลง 3%

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +1.84% ในเดือนมิถุนายน ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวฟื้นตัวมากกว่าที่คาดการณ์และปรับตัวขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ เช่น ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น 17.7% ในเดือนพ.ค. ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 8.0% ยอดใช้จ่ายของผู้บริโภคสูง 8.2% และยอดขายบ้านใหม่ที่ดีดตัวขึ้น 16.6% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.9% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายข้อกำหนดอนุญาตให้ธนาคารสหรัฐสามารถทำการลงทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเฟดได้กำหนดให้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐกันเงินทุนสำรองไว้ที่ระดับปัจจุบันด้วยการระงับการซื้อหุ้นคืน และจำกัดการจ่ายเงินปันผลในไตรมาส 3/2563 อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯได้เผชิญกับปัจจัยกดดันสำคัญ ก็คือจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นรายต่อวันเป็น 4 หมื่นกว่ารายต่อวัน จึงทำให้บางรัฐของสหรัฐฯต้องกลับมา Lockdown อีกครั้ง

เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญกับปัจจัยกดดันจากการระบาดที่สูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงพบการระบาดครั้งใหม่ในเยอรมนีและจำเป็นต้องกลับมา Lockdown บางเขต อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของยุโรปที่ประกาศออกมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ (สะท้อนจากดัชนี Surprise Index ที่ปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน และยังคงอยู่ในแดนลบ) ตลาดหุ้นยุโรป (Euro Stoxx 600) +2.85%

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกลับภูมิภาคอื่น MSCI Asia Ex-Japan ปรับตัวสูงขึ้น 7.87% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดหุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน MSCI China ปรับขึ้น 8.35% ตลาดหุ้นจีน A-share (CSI 300) +7.68% ส่วนหุ้นจีน H-share (HSCEI Index) +2.07% สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นจีนที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตและเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง เช่น ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้า และที่สำคัญคือทางการจีนสามารถควบคุมการระบาดรอบที่ 2 ในกรุงปักกิ่งได้อย่างรวดเร็วถือเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่วน SET Index ในช่วงเดือนมิถุนายนปิดลบเล็กน้อย -0.28% กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัวหลังผ่อนปรนมาตรการ Lockdown แม้สำหรับประเทศไทยที่สามารถควบคุมการระบาดภายในประเทศได้เป็นอย่างดี การระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ก็ส่งผลกดดันตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทยเรา เนื่องจากอาจทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มธนาคารยังถูกกดดันจากการที่ ธปท. ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 63 และงดซื้อหุ้นคืนชั่วคราวเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้

market-june-fig1

ตราสารหนี้

ตลาดตราสารหนี้โดยรวมดูดีขึ้น แต่ก็ค่อนข้างผันผวนตลอดในช่วงเดือนมิถุนายน เส้นความชันของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ (Yield Curve) มีความชันลดลงเล็กน้อยสะท้อนความกังวลต่อการระบาดรอบที่ 2 ที่สูงขึ้น ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนหรือตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ( เช่น Mortgage-backed security (MBS), Asset-backed security (ABS)) เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล (Yield Spread) ยังคงแคบลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนมี Sentiment เชิงบวกมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ประกาศใช้จำนวนเงินสำหรับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงตราสารที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) เดือนละ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจะซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนวงเงิน 7.5 แสนล้านดอลลาร์

ภาวะตราสารหนี้ของไทยช่วงเดือนมิถุนายนมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใกล้เคียงกับช่วงเดือนพฤษภาคม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นปรับตัวลดลง ส่วนระยะยาวปรับตัวเพิ่มเล็กน้อย ส่วนหนึ่งสะท้อนมุมมองของผู้ลงทุนว่าทาง กนง. อาจลดดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้ หลังจากที่ กนง. มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ ส่วนภาพรวมของตราสารหนี้ภาคเอกชน การที่หลายบริษัทเอกชนมีการออกหุ้นกู้ในปริมาณที่สูงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับยังคงมีสัญญาณว่าผู้ลงทุนยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง ส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล (Yield Spread) ยังคงกว้างอยู่

market-june-fig2

สินทรัพย์ทางเลือก

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยรวมทั่วโลกปรับตัวขึ้น Global REIT +2.69% ขณะที่ REIT ไทยปรับตัวลดลง REIT ไทย (SETPREIT Index) -6.28% ส่วนเหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ REIT ไทยปรับตัวขึ้นมามากในช่วงเดือนพฤษภาคม จึงทำให้เกิดการเทขายทำกำไรในกลุ่มนี้และเปลี่ยนไปเข้าซื้อกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวขึ้นมาน้อยอย่างกลุ่มธนาคารโดยเฉพาะช่วงต้นเดือนมิถุนายน

ทองคำปรับตัวขึ้น 3.66% ในเดือนพฤษภามคม เป็นผลจากการที่ผู้ลงทุนคลายความกังวลและกล้าที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น (Risk-on) ประกอบกับราคาที่ขยับขึ้นมามากในช่วงก่อน จึงมีการขายทำกำไรสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

ในเดือนมิถุนายนนั้น เป็นอีกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงที่สุดในบรรดาทุกสินทรัพย์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวขึ้น 10.65% ขึ้นมาปิดที่ $39.27 นอกจากปัจจัยหนุนเรื่องการ Re-opening ทั่วโลก การประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และประเทศพันธมิตร หรือโอเปกพลัสมีมติตกลงขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมัน 9.7 ล้านบาร์เรล/วันถึงสิ้นกรกฎาคม

market-june-fig3

มุมมองสำหรับเดือนกรกฎาคม

ในเดือนกรกฎาคมคาดว่าจะยังคงเป็นอีกเดือนที่มีความผันผวนพอสมควร เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างยังคงอยู่และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความกังวลให้กับผู้ลงทุน สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามอง ก็คือ

  • ความรุนแรงของการระบาดของโควิด-19 รอบที่สองทั่วโลกหลังเริ่มมีการคลาย Lockdown มากขึ้น หากรุนแรงขึ้นมากอาจทำให้ต้องกลับมาประกาศ Lockdown อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและ Sentiment ของตลาด
  • ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศอื่นๆ จากผลโพลคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ลดลงจนทำให้คะแนนความนิยมของไบเดนนำห่าง ซึ่งทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเรียกคะแนนกลับขึ้นมาโดยการปลุกความเป็นชาตินิยมในประเทศมากขึ้น แนวโน้มความขัดแย้งทางการค้ากับต่างประเทศยังคงสูง
  • การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น อาจจะทำให้ความผันผวนของตลาดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงการโต้วาทีตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน
  • การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) วันที่ 28-29 กรกฎาคม รวมถึงธนาคารกลางสำคัญอื่นๆ เช่น ยุโรป (ECB) ในวันที่ 16 กรกฎาคม และญี่ปุ่นในวันที่ 21-22 กรกฎาคม โดยติดตามการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยและแนวทางการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • นโยบายการคลังของรัฐบาลทั่วโลก ติดตามความคืบหน้าของแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ของรัฐบาลสหรัฐที่กำลังจัดเตรียมอยู่ และอาจมีการแจกเงินเยียวยารอบสองให้กับประชาชนชาวอเมริกัน ส่วนของยุโรป ติดตามการประชุมของคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อพิจารณาการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 7.5 แสนล้านยูโรในวันที่ 17-18 กรกฎาคม ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิก EU 27 ประเทศ รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของไทยด้วย
  • การลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+

คำแนะนำการลงทุน

แนะนำให้ผู้ลงทุนเน้นมุมมองการลงทุนระยะกลาง-ยาว ลงทุนอย่างระมัดระวัง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดก็คือ ระดับมูลค่าของตลาดหุ้นทั่วโลก (Valuation) ปัจจุบันที่ค่อนข้างสูง ตลาดอาจเปราะปางและมีโอกาสย่อตัวในระยะสั้นได้ ดังนั้น ผู้ลงทุนควรใช้จังหวะที่ตลาดผันผวนและปรับตัวลงในการทยอยเข้าลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดี มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นจีน ตราสารหนี้บริษัทเอกชนคุณภาพดีในประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม REITs และโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมทั่วโลกมีความน่าสนใจ

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.